Lost in Similan

สิมิลัน.. ในที่สุดฉันก็ได้ไปเยือนเสียที หลังจากที่เฝ้าฝันมานานว่าจะต้องดิ้นรนไปเยี่ยมให้ได้สักครั้งหนึ่ง

~ เหตุเกิดในร้านไอศกรีมแห่งหนึ่ง…
เราตัดสินใจกันอย่างปัจจุบันทันด่วนว่าจะไปสิมิลันกันในสิ้นเดือนมีนาคม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แววมาก่อนว่าเราจะไปกันในปีนี้ และหลังจากวันนั้น การหาข้อมูล การจองบ้านพัก จองรถ จองเรือ จองเครื่องบิน ก็เริ่มต้นขึ้นและเสร็จสิ้นภายใน 7 วัน…

บ๊ะ! การไป สิมิลัน ดินแดนที่ฉันฝันถึงมานานมันง่ายดายอย่างงี้เลยเรอะ เรียกว่าโทรจองตั๋วหนังของโรงภาพยนตร์กลางเมืองกรุงเทพฯ ยังยากกว่าเสียอีก.. และที่ยากกว่านั้นก็คือ ห้ามใจตัวเองไม่ให้ตื่นเต้นจนเกินงาม .. แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงเฝ้าเช็คแล้วเช็คอีกว่าอะไรต่าง ๆ ที่ตัวเองจัดการไปนั้นถูกต้องแล้วจริง ๆ จนเหมือนพวกจิตเภทชอบย้ำคิดย้ำทำ เข้าเว็บท่องเที่ยวเสาะดูรูปสิมิลันที่มีคนถ่ายมาโพสต์ดูทุกวัน รวมทั้งจดจำเทคนิควิธีการถ่ายภาพทะเลให้สวยแจ่มทุกครั้งที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส

~ ออกเดินทาง
สามสัปดาห์ผ่านไป ….

1 ทุ่มครึ่งของเย็นวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม รถทัวร์ 999 กรุงเทพฯ ทับละมุ แล่นออกจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ อาการปวดเมื่อยที่หลังไหล่เฝ้าบอกให้ฉันยกนาฬิกาดูเป็นระยะ ๆ ว่าเหลือเวลาอีกกี่ชั่วโมงจึงจะถึงที่หมายที่ท่าเรือทับละมุ

จนกระทั่งชั่วโมงที่สิบสองของการเดินทางผ่านไป รถก็พาพวกเรามาจอดเทียบถึงหน้า เม็ดทรายทัวร์ พอดีเป๊ะ…….. ความเงียบเกิดขึ้นในใจชั่วขณะ นึกเคืองตัวเองอยู่ยิบ ๆ เพราะฉันไม่ได้จองทัวร์นี้เอาไว้น่ะสิ ฉันจอง ทับละมุ อันดามัน ทัวร์ ซึ่งบริษัทเขาไม่ได้อยู่แถวนี้ จะต้องโทรให้เขาจัดรถมารับ ซึ่งเราต้องนั่งเงกรออยู่ราว ๆ ชั่วโมงกว่า ๆ ทำตาปริบ ๆ มองลูกค้าของเม็ดทรายทัวร์เขาเพลินกับอาหารเช้าที่ทางทัวร์เขาจัดเตรียมไว้ให้ด้วยความริษยาจิต

เกือบ ๆ 9 โมง รถสองแถวจึงวิ่งปุเลง ๆ มารับเราไปยังท่าเรือ (เอ่อ .. ได้ข่าวว่าเรือออกจากท่าเวลา 8 โมงครึ่งไม่ใช่เหรอ?) เราไปถึงท่าเรือที่อยู่ไม่ไกลจากที่ลงรถเท่าไหร่นัก จ่ายเงินที่ยังคงติดค้างไว้ นัดแนะเรือวันกลับ จองรถให้ไปส่งสนามบินภูเก็ตในวันกลับ แล้วก็ได้เวลาลงเรือแล้ว!!

~ พลเมืองชั้นสอง
พวกเราต้องลงสปีดโบ๊ทลำเดียวกับทัวร์กรุ๊ปอื่นที่เขาซื้อมาแบบ one day trip ซึ่งลูกค้าเหล่านั้นเขาจ่ายค่าทัวร์แพงกว่าพวกเรา ถือเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง จึงได้นั่งในที่ร่ม มีอาหารเที่ยงบริการที่เกาะแปด และมีหน้ากากสนอร์เกิลให้ ส่วนพวกเราต้องระเห็จไปนั่งบริเวณหัวเรือซึ่งไม่มีหลังคาคลุม ไม่มีอาหารเที่ยงบริการ และไม่มีหน้ากากสนอร์เกิลให้ยืม.. ถ้าจะยืมต้องจ่าย 150 บาทต่อ 1 อัน

~ เดินทางข้ามขอบฟ้า
เรือแล่นออกจากท่าแล้ว จากพื้นที่ส่วนหัวเรือทำให้เรามองเห็นขอบฟ้าที่โค้งตัวน้อย ๆ อยู่ข้างหน้าลิบ ๆ แผ่นดินใหญ่ห่างออกไปจากข้างหลังเราทุกที จนถึงพิกัดหนึ่งที่ที่พื้นที่ 360 องศารอบตัวเราไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำ และ ฟ้า มองต่ำลงข้างล่างเห็นพื้นน้ำเป็นสีน้ำเงินครามเข้มแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แหงนหน้ามองขึ้นไปข้างบนก็เจอกับสีฟ้าแอร่มกับปุยเมฆสีขาวอยู่สูงขึ้นไป นี่คงเป็นการใช้สีโทนฟ้าน้ำเงินที่ฟุ่มเฟือยที่สุดในชีวิต

ฉันมองไปข้างหน้าจึงเห็นว่า นี่เรากำลังจะเดินทางข้ามขอบฟ้า และอีกฟากหนึ่งของขอบฟ้านั้นก็คือสวรรค์….

~ แตนทะเล
1 ชั่วโมงครึ่งผ่านไป ในที่สุดเรือก็พาพวกเรามาถึงเกาะ 9 เพื่อแวะลงสนอร์เกิลกันก่อน … น้ำใส แต่ไม่มาก ฉันค่อย ๆ หย่อนตัวลงจากบันไดเรืออย่างแผ่ว ๆ แตกต่างกับใจที่โจนทะยานลงไปก่อนแล้ว ลงปุ๊บโดนป๊าบบบเข้าให้… รู้สึกหนุบหนับ หน็อบแหน็บ ตามแขนขาและลำตัว เจ็บ ๆ คัน ๆ เหมือนโดนเข็มทิ่มตรงนั้นทีตรงนี้ที คงเป็นตัวอะไรสักอย่างในน้ำที่เรามองไม่เห็นแต่รู้สึกว่ามันมีอยู่รอบตัว จนอยู่ในน้ำได้ไม่นานนักก็ต้องรีบขึ้นเรือ เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าเป็น แตนทะเล มักจะเจอเขาในช่วงเช้า แต่บ่าย ๆ จะไม่ค่อยมีมาตอแยหรอก

เป็นการต้อนรับสู่สิมิลันที่แสบ ๆ คัน ๆ ดีแท้

~ เกาะแปด
จากเกาะเก้าเรือพาเรามาถึงเกาะแปดภายใน 1 นาที แวะกินข้าวกลางวันกันที่นี่ พวกพลเมืองชั้น 1 เขาจะมีสำหรับกับข้าวจัดวางเตรียมไว้ให้บนโต๊ะเลย  แต่สำหรับพวกเราก็ต้องตามไปสั่งกันเอาเองที่โรงครัว

เกาะแปดมีหินเรือใบเป็นสัญลักษณ์ แต่เราไม่ได้ขึ้นไปบนนั้นหรอก สมัครใจนั่งอาบแดด เล่นน้ำกันอยู่ที่หน้าหาดทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด… ไอ้ความขาวที่อุตสาห์บ่มมาเป็นนานถูกเผาจนเกรียมไปก็ตอนนี้ล่ะ จะว่าไปแล้วฉันไม่ค่อยประทับใจเกาะแปดเท่าไหร่ เพราะภาพจินตนาการถึงทรายขาวละเอียดสะอาดเป็นผงผุย ถูกทำลายลงไปด้วยเศษซากขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่แทรกตัวอยู่ในพื้นทราย น่าเศร้าใจที่ได้เห็น..

~ เกาะเจ็ด
จากเกาะแปดก็มาแวะกันต่อที่เกาะเจ็ด ที่เกาะนี้น้ำเป็นสีเขียวปี๋ แต่ใสแจ๋ว และมีจุดเด่นคือดงปะการังกอใหญ่เท่าบ้าน และเราโชคดีมากที่คุณน้า ๆ พลเมืองชั้น 1 เขาไม่ลงน้ำ ก็เลยให้ยืมหน้ากากสนอร์เกิลมาใส่ เขาบอกว่า ไม่เป็นไรหรอกคนไทยด้วยกัน ให้กันยืมได้อยู่แล้ว

ต้องกราบขอบพระคุณผู้มีอุปการะคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้… น้ำใจไม่เคยเหือดแห้งไปจากใจคนไทยจริง ๆ

~ เกาะสี่
และแล้วเราก็มีถึงเกาะสี่ อันเป็นที่พักของเราในเวลาราว ๆ บ่ายสองโมง ทันทีที่เท้าเหยียบลงบนหาดทรายฉันก็รู้สึกว่าอยากจิบกาแฟอุ่น ๆ สักแก้ว ด้วยเพราะทรายที่นี่มีลักษณะเหมือนคอฟฟีเมตมากกก ขาว ละเอียด นุ่มละมุนเท้า แต่ฉันกลับไม่ตื่นเต้นกับทะเลเท่าไหร่ คงเป็นเพราะวันนั้นแดดไม่จัด ท้องฟ้าออกจะมีเมฆมากอยู่สักหน่อย สีของทะเลก็เลยมองดูคล้าย ๆ กับทะเลแถว ๆ เสม็ดซะงั้น

~ สำรับกับข้าว
อาหารการกินบนเกาะสี่ ที่โรงครัวมีให้สั่งกินได้ตามเมนู 4 ชนิด ที่เขาเขียนขึ้นกระดานเอาไว้ในแต่ละมื้อเท่านั้น ไม่มีการเกินเลยสั่งพิเศษนอกหน้านอกตาชาวบ้าน แต่ไม่ได้สร้างความขุ่นเคืองให้เราเลย เพราะอาหารอร่อย สั่งปุ๊บได้ปั๊บ ภายในปริมาณที่สมน้ำสมเนื้อ

หลาย ๆ คนบอกว่าอาหารที่เกาะราคาแพงมากๆๆๆ … แต่ฉันคิดว่ามันไม่แพงเกินความเป็นจริงเลย กับข้าวชนิดปลาทั้งตัวราคาเป็นได้ตั้งแต่ 200 300 บาท กับข้าวทั่วไป เช่น แกงส้ม ผัดผักรวม ไก่ผัดเม็ดมะม่วงอย่างละ 100 บาท ข้าวต้มหมูชามละ 50 บาท เมื่อคิดคำนวนกับระยะทางความห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่แล้ว … มันก็ถือว่าสมราคา

ร้านอาหารหลาย ๆ ร้านในกรุงเทพฯ ก็ยังราคานี้ทั้งนั้น ก็ยังกินกันได้ไม่บ่น

แต่สิ่งที่แพงก็คือ เครื่องดื่ม และ ผลไม้ ต่าง ๆ
น้ำเปล่าลิตรครึ่ง ขวดละ 40 บาท
น้ำอัดลมกระป๋องละ 30 บาท
กาแฟร้อนเสิร์ฟตัวเอง ชงละ 30 บาท
แตงโมกับสัปปะรดมาในจานเปล จานละ 80 บาท

แต่ถึงจะค่อนกันว่าแพงอย่างนั้น เราก็ยังสั่งมากินกันวันละ 1 จานจนได้

~ ซำแฮก @ เกาะสี่
เช้าวันต่อมา เราพากันเดินไปชมวิวที่ ลานข้าหลวง แล้วเลยไปนั่งเล่นกันที่หาดเล็ก

ตรงสามแยกปากทางที่จะขึ้นลานข้าหลวงมีป้ายบอกทางและบอกคำแนะนำในการขึ้นจุดชมวิวอยู่ ในป้ายนั้นเขาบอกไว้ว่า ควรสวมรองเท้าปีนเขา เป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เตรียมน้ำดื่มไปด้วยมาก ๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด

.. แต่พอหันมามองสภาพพวกเราแต่ละคนแล้ว – ผิดทุกข้อเลย แต่ก็ยังดันทุกรังจะขึ้นไปกันให้ได้ ทางร้อยเมตรแรกถึงจะชันนิดหน่อย แต่การเดินผ่านป่าไผ่ที่ร่มรื่นก็ทำให้เราสดชื่นดี จะมาท้อเอาก็ช่วงร้อยเมตรสุดท้ายนี่ล่ะ ที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเป็นที่ตั้ง แต่สิ่งที่ว่านี้โดนบั่นทอนไปจนเกือบหมดแล้ว เราสองคนในสี่คนนั่งหอบเป็นหมาอยู่ที่ตีนผา ปล่อยให้อีกสองคนซึ่งออกกำลังกายเป็นสรณะเขาปีนขึ้นไป

แต่ในที่สุด เราทั้งสี่ก็หอบสังขารอันแข็งแรงกว่าต้นถั่วงอกหน่อยเดียวขึ้นมาบนลานข้าหลวงจนได้

เพิ่งเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายก็ตอนนี้ล่ะ

~ เพราะธรรมชาติเรียกร้อง
ไปทะเลทีไร มันต้องมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นทุกที…

วันสุดท้ายที่เราจะต้องเดินทางกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงกันแล้ว เราจะต้องเช็คเอาท์คืนห้องก่อน 10 โมงเช้า แต่เรือจะมารับเราตอนบ่าย 3 ดังนั้นเราต้องหอบสัมภาระออกมานั่งแกร่วอยู่หน้าหาดเป็นหลายชั่วโมง

ทันทีที่ลงมาเห็นทะเลตรงหน้า ก็รู้ได้เลยว่า โดนเข้าให้แล้ว… นี่สินะคือมนต์เสน่ห์ของสิมิลัน  ทรายขาวละเอียดนุ่มเนียนอย่างกับแป้งเด็ก น้ำทะเลเป็นสีฟ้าใสแจ๋วอย่างกับสระว่ายน้ำ ท้องฟ้าแจ่ม เป็นสีน้ำเงินเข้ม แดดจัดสว่างจ้า อย่างที่คิดว่าตากปลาบึกให้กลายเป็นปลาแห้งได้ภายใน 1 ชั่วโมง ….

นี่มันสวรรค์ที่ฉันฝันถึงนี่หว่า..

ตอนแรกว่าจะไม่ลงน้ำแล้ว แต่นั่งจ้องตากับทะเลไปมา ก็มีอันต้องพ่ายแพ้ไปเมื่อเวลาประมาณ 11 โมงครึ่ง รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วโดดลงน้ำอย่างด่วน

นี่มันสวรรค์ชัด ๆ !

แต่พอความความจริงอันหนึ่งแวบเข้ามาในหัวว่า วันนี้เป็นวันจันทร์! ก็ให้รู้สึกสลดลงไปทันใด แต่น้ำใส ๆ และฝูงปลาที่ห่อห้อมแวดล้อมอยู่รอบตัว ก็ช่วยปลอบโยนว่า วันจันทร์แล้วไงล่ะ? มันก็ดีไม่ใช่เหรอที่วันนี้เป็นวันจันทร์ เพราะมันเป็นวันจันทร์ที่เธอมีความสุขที่สุดในโลกกกไง

สวย สวย สวย …

สวย บรรพบุรุษข้างบิดา ข้างมารดา..

เราพร่ำชมกันอย่างนั้นไม่มีเบื่อ…

พร้อมเซ็นสัญญาลงบนพื้นทรายไว้ว่า ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งเดียวที่เราจะได้พบกันแน่นอน.. สิมิลัน


2 thoughts on “Lost in Similan

  1. ว่าแล้วว่าคุณต้องไปจนได้  ชอบสิ คุณชอบอยู่แล้ว  .. ดำขึ้นเป็นกองเลยนะ..

  2. โห น่าอิจฉาจังเลยครับ คุณเซ็นสัญญาบนผืนทรายแบบนั้น เท่ากับว่าคุณจะไม่ไปที่อื่นเลยเหรอครับ
    แถวบ้านผมเขาเรียกว่า อย่างแรงนิ
    อย่างแรวงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s