CRM ของร้านดอกไม้เล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ

ทุก ๆ ต้นสัปดาห์ ฉันต้องแวะไปซื้อดอกไม้ใส่แจกันจากร้านดอกไม้เล็ก ๆ ข้างทางร้านหนึ่ง ร้านซึ่งนอกจากพวงมาลัยไหว้พระแล้ว ก็ไม่ได้มีดอกไม้ให้เลือกมากชนิดนัก มักมีกุหลาบ กับ สแตติส ยืนพื้นไว้ บางครั้งก็เปิดโอกาสให้มีเยอร์บีร่าบ้าง คาร์เนชั่นบ้าง ก็ว่ากันไป

ในการไปซื้อทุก ๆ ครั้ง บทสนทนาก็ไม่เคยมีเกินกว่า “วันนี้ดอกเท่าไหร่คะ” ซึ่งฟังดูอาจเหมือนการเอ่ยถามอัตราดอกเบี้ยหนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายเป็นรายวันและแปรผันไปตามอัตราเงินเฟ้อ ถ้าบังเอิญว่าไม่มีดอกกุหลาบเกรด B ที่กลีบชั้นนอกช้ำบ้าง เฉาแดดบ้าง เป็นวัตถุพยานวางอยู่ตรงหน้า

และคำตอบที่ได้ก็ไม่เคยมากไปกว่า 20-30 บาท

แต่สัปดาห์นี้… ทันทีที่แม่ค้าเห็นหน้า ก็รีบร้องบอกว่า “วันนี้มีกุหลาบสีชมพู ดอกใหย่ยย สวยมากกก ดูก่อนไม๊”
พลางก็ลุกไปหยิบดอกกุหลาบที่ว่าขึ้นมาจากถังน้ำด้านหลัง “มีดอกเดียวเลย” แม่ค้าว่า พลางยื่นกุหลาบมาให้ดู เห็นได้ชัดว่ามีสัญญาณของความภูมิใจอยู่ในแววตาแม่ค้า

แล้วด้วยคำว่า ‘สวยมากกก’ นี่ สร้างความคาดหวังว่ามันจะต้องสวยประมาณกุหลาบฮอลแลนด์อะไรราว ๆ นั้น
และเมื่อเราเกิดความคาดหวังก็จึงต้องมีความเสี่ยงของความผิดหวังตามมา
และก็เป็นจริงดังนั้น เพราะพอได้เห็นดอกจริงก็พบว่า มันก็ไม่ได้สวยขนาดที่คิด แต่ก็ยอมรับว่าสวยกว่าที่ร้านนี้เคยมี

rose

แล้วไงล่ะทีนี้?
แม่ค้าออกตัวล้อฟรีขนาดนั้น จะไม่เอาก็คงจะเป็นการหักหาญน้ำใจ ก็เลยบอกไปว่า “เอาค่ะ” ว่างั้น
“30 นะ… นี่ไม่ขายให้คนอื่นนะ ให้แต่คนที่ถูกใจจริง ๆ …” แม่ค้าบอก

คีย์เวิร์ดมันอยู่ตรงนี้ ตรงคำว่า ‘ถูกใจจริง ๆ ‘ นี่แหละ
คือต้องการจะสื่อว่าไง หมายถึง แม่ค้าถูกใจฉัน? หรือ หมายถึงฉันที่ถูกใจดอกไม้จริง ๆ ??

ถ้ามีนัยอย่างแรก…. ก็อาจตีความได้หลายอย่าง
แต่ถ้ามีนัยอย่างหลัง แม่ค้าจะกลายเป็นคนที่รักดอกไม้ และรักในอาชีพของตัวเองจริง ๆ

หรือไม่ก็ ถูกทุกข้อ

“ถึงขายก็ต้องขายแพงกว่านี้ ขายแค่นี้ไม่ได้หรอก” ยัง ๆ ยังไม่จบ แม่ค้ายังขยายความต่อ พร้อมหยิบกรรไกรมาตัดก้านให้เสร็จสรรพ
“โหย… ขอบคุณมากค่ะ” จ่ายเงินรับดอกไม้แล้วเดินจากมาแบบงง ๆ ว่าเอาอะไรมาถูกใจวะ?

แล้วก็นึกไปเล่น ๆ ว่า นี่เราโดน Customer Relationship Management ผูกสัมพันธ์ทางการค้าไปแบบเนียน ๆ เลยนะ
ซื้อแค่สัปดาห์ละดอกยังใส่ใจขนาดนี้ ถ้าเหมาร้านนี่ สงสัยคงให้หุ้นเลยมั้งนั่น

หรือดีไม่ดีสัปดาห์หน้าอาจจะได้รับข้อเสนอว่า อีกดอก มั้ย?

Advertisements

งาน

กฎของวิทยาศาสตร์ มีอยู่ว่า
งาน = แรง x ระยะทาง
การได้งาน คือ การลงแรง และมีการเคลื่อนไหว จะได้งานมากหรือน้อยก็แล้วแต่ตัวแปรแต่งานในเชิงวิทยาศาสตร์ไม่มีตัวแปรเวลา… ส่วนงานในเชิงสังคมมีเวลาเป็นตัวกำหนด
ซึ่งกฎมีอยู่ว่า
– งานที่มีระบุเวลา หมายถึงต้องส่งงานตามเวลาที่ระบุ
– งานที่มีระบุเวลาวันนี้ หมายถึงต้องส่งงานภายในวันนี้
– งานที่มีระบุชั่วโมงโดยไม่ระบุวัน หมายถึงต้องส่งงานภายในชั่วโมงที่ระบุ แต่เป็นชั่วโมงของวันนี้
– งานที่ไม่มีระบุเวลา หมายถึงไม่รีบ
– งานที่ระบุว่า ASAP ย่อมาจาก As soon as possible หมายถึง ด่วนที่สุดเท่าที่จะด่วนได้ ซึ่งเป็นงานที่น่ากลัวที่สุด พอ ๆ กับตื่นเต้นที่สุด และ น่าเบื่อที่สุด

แต่เดี๋ยวนี้ ความหมายของงานไม่ระบุเวลาเปลี่ยนไป
งานที่ไม่มีระบุเวลาน่ากลัวกว่างาน ASAP เพราะงานที่ไม่ระบุเวลา หมายถึง ไม่รีบแต่..เอาเลย!

13172996_10154041174027752_7995054263197753204_o
การทำงานแข่งกับเวลา อาจจัดได้ว่าเป็นความท้าทาย
แต่การทำงานบนความไม่มีเวลา เป็นคนละเรื่องกับความท้าทาย
เป็นเรื่องอะไรบางอย่างที่.. ก็ไม่รู้เหมือนกัน

แล้วเราจะทำอะไรกับมันได้ไหม? ได้สิ แต่คำตอบไม่ใช่การ “ทำใจ”
แต่คือ “ทำมันเข้าไป” “ทำให้เสร็จไว ๆ ” นะโยม…

 

Snowden

snowden

จากเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ณ ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ บนเกาะแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2544 ส่งผลทำให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันการก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีกทุกเวลา

แน่นอนว่าความเศร้าโศกขนาด 110 ชั้น x 2 นั้น ย่่อมถล่มทับจิตใจทุกคนในโลกใบนี้ และฝังความรับผิดชอบและหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในขอบเขตของความรับผิดชอบ ให้จมลงไปใต้ซากปรักหักพังนั้น…

เวลาเรารักอะไรมาก ๆ เราก็มักอยากทำสิ่งดี ๆ หรืออยากให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นกับคนนั้นหรือสิ่งนั้น อย่างเช่นที่แม่หลายคนมักจะออกคำสั่งกับลูก ห้ามโน่น ห้ามนี่ แอบดู กำหนดขอบเขต หรือแม้แต่ทุบตี พร้อมกับมีเหตุผลกำกับว่า เพราะรักและหวังดี

ไม่ต่างกับพฤติกรรมสอดแนมของรัฐบาล หรือหน่วยงานของอเมริกา ที่ต้องคอยดักฟัง ดักดู ดักอ่าน ข้อมูลการติดต่อ สนทนา สื่อสาร ของคนทั้งประเทศ และทั้งโลก! เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

Edward Snowden ก็เป็นคนหนึ่งที่รักชาติมาก นอกจากรักชาติแล้วยังฉลาดมากอีกต่างหาก จึงนำพาเขาเข้ามาสู่หน่วยสอดแนมข้อมูลอันนี้

และความรักชาติของเขาก็ต้องถูกสั่นคลอนด้วยสิ่งที่เรียกว่า ความมั่นคง และ ความปลอดภัย นำไปสู่คำถามที่ว่า.. ระหว่าง เสรีภาพ (สิทธิส่วนบุคคล) กับความปลอดภัย (Security) เราจะเลือกให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน?

เป็นคำถามที่ตอบได้ยากและนำไปสู่การถกเถียง แต่ในที่สุดแล้วคนส่วนใหญ่ก็เลือกปกป้องเสรีภาพของตัวเอง เช่นเดียวกับที่ Snowden เลือก

มันอาจจะไม่มีวิธีที่ดีกว่าการสอดแนมการสื่อสารของประชากรโลกเพื่อป้องกันเหตุร้าย แต่มันคงดีกว่า หากเรายังมีทางเลือกอื่น ๆ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของตัวเองอย่างแท้จริง

ซึ่งชีวิตเราคงต้องใช้ความกล้าหาญมากกว่าเดิม

“Freedom is not defined by safety. Freedom is defined by the ability of citizens to live without government interference. Government cannot create a world without risks, nor world we really wish to live in such a fictional place.” – Ron Paul

 

11 เมษายน 2561 – ในวันนี้ การสอดแนมข้อมูลการสื่อสารกลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีต้นเหตุจากการก่อการร้าย แต่เป็นการเมืองทางฝรั่งโลกตะวันตก!

ญินดีที่ได้รู้จักเป็นครั้งที่ 3

เมื่อก่อน.. หมายถึงก่อนหน้าวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ในความรู้สึกส่วนตัว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ดูห่างไกล ไฮโซ ไปยาก เข้มงวด เพราะต้องขอวีซ่าก่อนเดินทางไป ถ้าเปรียบกับคนก็คงเป็นเหมือนกับคุณหนู มารยาทดี ที่ไลฟ์สไตล์ไม่เข้ากันกับกระเหรี่ยงอย่างเรา

พอญี่ปุ่นยกเลิกวีซ่าให้คนไทย ใคร ๆ ก็แห่กันไปญี่ปุ่นยกใหญ่ จะว่าไปแล้วก็คงเหมือนกับเด็กเพิ่งบรรลุนิติภาวะที่ตื่นเต้นจะได้เปิดโลกใหม่ ดีใจที่จะได้เข้าผับเข้าบาร์ ได้เข้า ทีเด็ด99 ได้สักที

ส่วนตัวแล้วมีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่น 3 ครั้งแล้ว
จำได้ว่า ในครั้งที่เดินทางไปครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นเหมือนบรรลุนิติภาวะดังว่า ไฮไลท์คือร้านเซ็กซ์ทอย และชื่นชมกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยทุกตารางนิ้ว
ครั้งที่สอง ก็ยังตื่นเต้นอยู่ ดูบ้านดูเมือง ดูวัฒนธรรม ช้อปปิ้ง ซื้อรองเท้าที่หายากในไทย
แต่ในครั้งที่สามนี่เองความตื่นเต้นก็เริ่มเลือน ๆ ไป และระหว่างที่เตร็ดเตร่อยู่ที่โน่น ก็เริ่มรู้สึกแปลกเกิดขึ้นในความคิด

DSCF1300

ในความไม่มีเหตุผล ก็เริ่มเข้าใจเอาเองว่า…
เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงฆ่าตัวตายเยอะ
เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทยแล้วชอบเมืองไทย
เข้าใจอย่างมีเหตุผลที่ยังไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

DSCF1444

อย่างที่เรารู้ว่าญี่ปุ่นเป็นเมืองที่เที่ยวได้อย่างปลอดภัย คนญี่ปุ่นรักในศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ ถึงขั้นที่ว่าเราสามารถวางกระเป๋า โทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ที่โต๊ะในร้านกาแฟแล้วลุกไปเข้าห้องน้ำได้ และเมื่อกลับมาที่โต๊ะสิ่งของของเราก็ยังคงอยู่ที่เดิม และเราได้ยินบ่อย ๆ ว่าคนไทยลืมของไว้ที่นั่นที่นี่แล้วได้คืนมาอย่างครบถ้วน

ชีวิตและทรัพย์สินปลอดภัยขนาดนั้น แต่กลับทำให้เรารู้สึกคลางแคลง
มันดีไป มันเรียบร้อยไป

DSCF1438

แต่ในขณะเดียวกัน ในครั้งนี้เราก็สังเกตเห็นว่า คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่ได้ใกล้ชิดคลุกคลีกับคนไทย เริ่มมีความ “หยวนๆ” เกิดขึ้นเหมือนกัน สังเกตได้จากที่คนขับรถโค้ชของคณะทัวร์เรา หยุดรถให้เราขึ้น-ลงในจุดคับขัน หรือจุดห้ามจอดบนท้องถนนของกรุงโตเกียว (ถ้าไกด์ไม่ได้อำเรานะ)

เอาสีดำไปเปื้อนสีขาว ง่ายกว่าเอาสีขาวมากลบสีดำ
ว่ามะ

Brilliant Ginger Hair Weirdo

เมื่อก่อน ฝรั่งชาติตะวันตกมักจะมองว่าคนที่มีผมแดงหรือส้มนั้น “แตกต่าง” และแน่นอนว่าความหมายของความต่างนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องดี นำไปสู่การล้อเลียน กีดกัน กลั่นแกล้ง อะไรต่าง ๆ

แต่เดี๋ยวนี้ ความคิดเก่า ๆ แบบนั้นเริ่มจะหายไปแล้ว อาจเพราะคนเราฉลาดขึ้น เพราะการมาถึงของโซเชียล หรือเพราะมีคนผมแดงหลาย ๆ คนได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าคำว่า แตกต่าง นั้นหมายความว่า “ไม่ธรรมดา”

Ed Sheeran ก็เป็นหนึ่งในนั้น
การมีผมแดงไม่ได้มีผลอะไรกับความสามารถทางดนตรีที่เขามี แม้ในตอนเด็กเขาอาจแปลกแยกจากเพื่อน ๆ แต่เขากลับยอมรับว่า เขานี่แหละ weirdo

maxresdefault

ยิ่งไปกว่าการมีผมแดง เขาเกิดมาพร้อมกับปานแดงบนหน้า (เดาว่าคงใหญ่น่าดู) ตาเข และมีแก้วหูแค่เพียงข้างเดียว! และจากความผิดพลาดระหว่างขั้นตอนการเอาปานแดงออกเมื่อตอนยังเด็ก ทำให้เขากลายเป็นคนพูดติดอ่างนับแต่นั้น

สิ่งเหล่านั้น แย่พอแล้วสำหรับเด็กคนหนึ่ง

เวลาผ่านไป แล้วหมอที่ไหนที่รักษาอาการติดอ่างให้เขากลับมาร้องเพลงไฟแลบ เหมือนหายใจทางผิวหนังแบบนี้?

คุณหมอคนนั้นชื่อ Eminem
แร๊พเปอร์ผิวขาว ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก รวมทั้งเด็กชาย Sheeran ด้วย

หลังจากฝึกแต่งเพลง ฝึกแร๊พ เด็กชาย Sheeran ก็เอาชนะอาการติดอ่างได้

แล้วจากนั้นก็พาตัวเองและเพลงของเขาออกไปผจญภัย ล้มลุกคลุกคลานก็เยอะ โดนปฏิเสธมาไม่น้อย ไม่มีที่จะนอนก็หลายคืน กว่าจะมาประสบความสำเร็จแบบนี้ได้

Success is the best revenge

CHFVVedWoAAje5L

อย่ากลัวที่จะแปลก
เพราะอะไรที่มันเหมือน ๆ กัน มันน่าเบื่อ …  เอ็ดเขาว่าอย่างนั้นนะ

 

 

40 ปี

คำว่า “40 ปี” ให้ความรู้สึกว่ายาวนานมาก ถึงแม้จะไม่มีคำว่า นาน อยู่ในประโยค
ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น 40 ปี
เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นหญิงอายุ 40 ปี
หนังสือเล่มนี้ถูกเก็บอยู่ในตู้หนังสือมา 40 ปี
ฯลฯ

ถ้าใครทำอะไรมาเป็นเวลา 40 ปี แล้ว ก็นับว่าน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ
เย็บผ้ามา 40 ปี
สอนหนังสือมา 40 ปี
สับเป็ดมา 40 ปี
ฯลฯ

IMG_6186

แต่เมื่อมันหมายถึงตัวเลขอายุของตัวเอง กลับให้ความรู้สึกว่า มันไม่นานเท่าไหร่
… แค่ 40 ปีเอง และก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการใช้ชีวิต

อาจเป็นเพราะว่า ยิ่งวงปีเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเข้าใจโลกมากขึ้น
ซึ่งนั่นทำให้รู้ว่าเรายังเข้าใจโลกน้อยมาก และยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้
เมื่อมองย้อนกลับไป ในวันที่คิดว่าตัวเองรู้ “มาก” แล้ว มันไม่ได้เข้าใกล้คำว่า “น้อย” เลย

40 ปี สอนให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ยอมรับ และรักตัวเองอย่างแท้จริง… ในแบบที่ตัวเองเป็น
ซึ่งทำให้เราเฉยได้และยิ้มรับ เมื่อมีคนด่า ว่า นินทา เรา ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
ถ้ามันไม่จริง ก็ไม่เห็นต้องใส่ใจ
หรือถ้ามันจริง ก็ ถูกต้องแล้วนี่

ศัพท์ยุคนี้เขาเรียกว่า สตรองงงง!

ทั้งรักทั้งเกลียด

cover

สิ่งที่จำได้แม่นยำตั้งแต่เรียนจบการโฆษณามาก็คือ “การโฆษณา คือการบอกข้อเท็จจริงของสินค้าเพียงครึ่งเดียว” ในตอนที่ได้ยินประโยคนี้จากปากอาจารย์ความรู้สึกเหมือนโดนหลอกมาตกเขียวยังไงยังงั้น

คือเมื่อก่อนเป็นคนที่เชื่อคนง่ายมาก (ตอนนี้ก็ยังเชื่อคนง่ายอยู่แต่น้อยลงแล้ว) เวลาเสพสื่อ ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ ก็มักจะเชื่อตามที่เขาเล่าบอกเล่า คิดว่ามันน่าเชื่อถือเพราะคิดว่าเขาคงไม่หลอกคนทั้งประเทศหรอก เวลาอ่านข่าวดาราในคอลัมน์บันเทิงก็เชื่อ กับคำพูดประมาณว่า “ดู ๆ กันอยู่” “เป็นพี่เป็นน้องกัน” “เพลงนี้แต่งขึ้นมาจากชีวิตจริง ๆ เลย” ฯลฯ (ซึ่งตอนนี้เข้าใจละว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา)

แล้วพอมารู้ความจริงว่าการโฆษณาคือการบอกข้อเท็จจริงแค่ครึ่งเดียว… คือครึ่งที่เป็นด้านดี ด้านที่เป็นคุณประโยชน์ด้วยนะ ก็ทำให้คัลเจอร์ช็อคอยู่เหมือนกัน

แต่ทำไงได้ ก็เราเลือกมาแล้ว
อารมณ์ประมาณว่า ก็เลือกรักมาแล้ว จะเกลียดก็เกลียดไม่ลง ก็คงต้องเข้าใจและเรียนรู้กันต่อไป

ในการสัมภาษณ์งานครั้งหนึ่งกับเอเยนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง
ก็บอกผู้ใหญ่ท่านที่สัมภาษณ์ไปตามตรงว่า จริง ๆ แล้วก็รู้สึกว่าการโฆษณาเป็นเรื่องหลอกลวงประมาณหนึ่ง ยกตัวอย่างโฆษณาครีมทาหน้ายี่ห้อหนึ่ง เราก็รู้กันดีว่าตัวพรีเซ็นเตอร์สาวเองมีกระ จุดด่างดำเต็มหน้าอะไรแบบนี้

คิดว่าเพราะประโยคนั้นล่ะมั้ง ถึงทำให้ได้งานนี้

 

ทำมาหากินกับการโฆษณามาก็หลายปี จนมาถึงวันก่อน ระหว่างการแต่งตัวออกจากบ้าน ก็เปิดโทรทัศน์ไว้ “ฟัง” ข่าวไปด้วย ช่วงเบรคโฆษณาก็ได้ยิน TVC ตัวหนึ่งประกาศประมาณว่า ‘ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานนี้เปลี่ยนขวดใหม่ ขจัดความมันได้หมดจด’

ถ้าเป็นวิชาตรรกะวิทยา คำพูดประมาณนั้นจะไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลกันเลย เหมือนวงกลมสองวงที่ไม่มีส่วนทับซ้อนกัน

แต่ถ้าเป็นวิชาโฆษณา อะไรก็เป็นไปได้หมด
ถึงแม้ว่าในความคิดเห็นส่วนตัวจะคิดว่า ถ้าเติมคำว่า ‘เหมือนเดิม’ เข้าไปต่อท้าย ประโยคนั้นก็จะฟังดูมีตรรกะขึ้น

แต่ก็นั่นล่ะ โฆษณาสมัยนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้