ราโชมอน – It’s human to lie

mv5bmtk1mdu5mjq5nf5bml5banbnxkftztgwmdm2ote4mze-_v1_sy1000_cr007031000_al_

ปลาย พ.ศ.2559 –
66 ปีผ่านไป ฉันเพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องราโชมอนเป็นครั้งแรก และในครั้งแรกนี้ก็ดูไป 2 รอบติด! รอบแรกดูเอาเรื่อง รอบสองดูให้เป็นเรื่อง

ดูจบแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม อากิระ คุโรซาวา จึงเป็นคนทำหนังในตำนานของโลก และไม่แปลกใจว่าทำไม ราโชมอน จึงเป็นหนังในใจของคนทั้งโลก… คงไม่เป็นการเกินไปนักที่จะให้คำนิยามไปแบบนั้น

แต่ที่ทึ่งก็คือ นี่คือหนังใน 66 ปีที่แล้วเหรอ?! มันดูร่วมสมัยมาก ถ้ามีใครมาบอกว่าเป็นหนังในที่เพิ่งเข้าฉายในปีนี้ก็เชื่อนะ คือมีลักษณะเหมือนหนังอินดี้ในยุคนี้ เล่าเรื่องให้คิดแต่ไม่ใช่ดูไม่รู้เรื่อง ให้ความสำคัญกับบท ส่วนโปรดักชั่นไม่ต้องมาก ตัวละครมีอยู่หลัก 6 ตัว นับรวมทั้งหมดไม่เกิน 10 เล่นกันในฉาก 3 – 4 ฉาก แต่มีความน่าติดตามมาก

66 ปีที่ผ่านมาของราโชมอน ช่วยยืนยันคำพูดที่ว่า “ศิลปะนั้นยืนยาว” ให้หนักแน่นชัดเจนได้มาก

“It’s human to lie. Most of the time we can’t even be honest with ourselves.”
หนังพูดไว้แบบนั้นและหมายความตามนั้น คนเราไม่อนุญาตให้ตัวเองซื่อสัตย์ต่อใคร… ก็เพื่อปิดบังความอ่อนแอของตัวเอง

โจรป่า รู้ดีว่าอย่างไรเสียตัวเองก็ต้องเป็นคนผิด ไหน ๆ ก็เป็นคนผิดแล้วก็ขออวดโอ่ให้ตัวเองดูเก่งกาจเสียหน่อยเถอะ
นางเมีย รู้ดีว่าอย่างไรเสียตัวเองก็โดนโจรป่าขืนใจไปแล้ว ก็ขอรักษาราคาของตัวเองหน่อย
ขุนศึก รู้ดีว่าอย่างไรเสียตัวเองก็ตายไปแล้ว ก็ขอประกาศการตายของตัวเองให้กล้าหาญหน่อยเถอะ

แม้ว่าทุกคนจะมีความจริงเป็นของตัวเอง
แต่ความจริงก็ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเป็นตัวเองเท่านั้น

ยุคนี้ เราทุกคนมีพื้นที่สื่อโซเชียลมีเดียเป็นเหมือนราโชมอน (ประตูผี) ใครอยากจะโพสต์ความจริงของตัวเองลงไปอย่างไรก็ได้ แต่ก็วันแล้ววันเล่าที่มีคนตายถูกลากมาไว้ที่นี่ หรือมาตายที่นี่
ก็ล้วนแล้วแต่ตายเพราะความจริงนั่นแหละ

ส่งบุญทางไปรษณีย์

ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อนำมาเป็นส่วนประกอบในสิ่งใดก็ตาม ผลลัพธ์ก็จะออกมาดีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นไปในทางโลก หรือทางธรรม

เหมือนอย่างที่วัดแห่งหนึ่งในแถบจังหวัดภาคกลาง เป็นวัดที่ได้รับความศรัทธาอย่างเนืองแน่นจากชาวพุทธ และแน่นอนว่ารวมทั้งชาวไสย์ด้วย วัดนี้ก็เหมือนวัดทั่วไปที่จะมีทั้งภาคของการทำบุญและการทำทาน อีกทั้งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสาขาต่าง ๆ รองรับความต้องการของทุกคน

ปกติเราทำทานกันง่าย  ๆ แค่นำปัจจัยหย่อนลงตู้ ยกมือพนมขึ้นจบน้อมจิตน้อมใจ ก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว จะทำบุญค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่ดิน ค่าอะไรก็ว่ากันไปตามหน้าตู้แต่ละประเภท

ที่วัดนี้ก็มีตู้ทำบุญถวายปัจจัยหลายตู้ หนึ่งในนั้นก็มีตู้ไปรษณีย์สีแดงตู้หนึ่ง โดดเด่นสะดุดตามาก มีป้ายติดหน้าตู้ว่า “ตู้ไปรษณีย์ส่งบุญ”

เฮ้ยๆๆๆ ครีเอทอ่ะ ชอบ

เมื่อวัตถุประสงค์ของการทำบุญทำทานก็คือ การอุทิศส่งผลบุญให้กับผู้อื่น หรือตัวเอง
การหย่อนปัจจัยลงตู้ไม้แบบเดิม ๆ ไม่ได้เชื่อมโยงไอเดียให้เราเห็นภาพการ “ส่งไปถึงผู้รับ” ได้อย่างชัดเจน
เอ็กเซคิวชั่น จึงต้องออกมาในรูปแบบของตู้ไปรษณีย์ – หย่อนปัจจัยลงในตู้นี้ แล้วผลบุญจะไปถึงผู้รับเอง

2016-10-23-02

ปกติเวลาไปทำบุญจะหย่อนปัจจัยแค่ตู้สองตู้ แต่พอมาเจอตู้นี้ ก็จัดการหย่อนไปทุกช่อง… อันนี้อุทิศให้พ่อให้แม่ให้ญาติ ช่องนี้อุทิศให้เทวดาประจำตัว  กองนี้อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร คร๊บ! … ทั้ง ๆ ที่สุดท้ายมันก็หล่นไปที่เดียวกัน แต่ความรู้สึกนั้นมันช่างแตกต่าง ฮาาา…

ตอนแรกนึกว่าจะมีซองให้เขียนจ่าหน้าเหมือนส่งไปรษณีย์จริง ๆ เสียอีก แต่ก็คงเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
แล้วถ้าต้องการส่งแบบ EMS หรือส่งพัสดุล่ะ??

เดินอ้อมมาอีกด้านหนึ่งของวิหารถึงได้เจอคำตอบ..
ทำสังฆทานสิโยม

๋Just read for life

reading

หลังจากไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้มาตั้งนานหลายปี แต่ก็ยังพยายามรวบรวมแรงบันดาลใจในการเขียนอะไรบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอะไรในหัวที่พอจะเขียนออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราวสักที

คิดแบบโทษคนอื่นก็ได้ว่า มันอาจจะเป็นเพราะการมีอยู่ของเฟซบุค ที่วันๆ มีเรื่องราวผ่านสายตาของเราเป็นร้อยๆ แต่ก็เป็นประเภทผ่านตาซ้ายแล้วก็ออกตาขวาไป ทำให้เราไม่มีสมาธิจดจ่อพอที่จะเขียนอะไรยาวๆ ได้ เป็นเรื่องจริงอยู่ที่ว่า แรงบันดาลใจในการเขียนเกิดขึ้นได้จากการอ่าน แต่คงไม่ใช่การอ่านสเตตัสบนหน้า news feed เป็นแน่

บางครั้งก็ย้อนไปอ่านเรื่องเก่าๆ ที่เขียนไว้เมื่อหลายๆ ปีที่แล้ว ก็ยังนึกสงสัยว่า เอ๊ะ นี่เราเขียนเองรึ ทำไมไม่คุ้น และถ้าเป็นตอนนี้รอยหยักสมองก็คงไม่ขดเป็นรูปรอยแบบนั้นอีก

เช้านี้ ในระหว่างการซ้อมหนีไฟประจำปีของอาคารสำนักงาน ก็นั่งอ่านหนังสือรอให้เหตุการณ์สงบ แค่หน้าแรกก็ทำให้รู้สึกชุ่มชื่นได้อย่างประหลาด

คงต้องลดการอ่านเฟซบุค มาอ่านหนังสือให้เยอะขึ้นละ
แต่เดี๋ยวขอโพสต์สเตตัส แพ๊บนะ

จดหมายจากความหลัง

วันหยุดยาวทั้งที รื้อข้าวของออกมาจัดสักหน่อยซิ..

และเป็นธรรมดาอยู่เองที่ว่า การรื้อตู้เพื่อจัดของ(โดยเฉพาะของเก่าๆ ด้วยแล้ว) ย่อมจะใช้เวลานานไปมากกว่าที่มันควรจะเป็น เพราะในขณะที่เราเอาของออกมากองไว้ข้างนอกตู้ ก็มักจะไปพบเข้ากับความทรงจำที่เราหลงลืมมันไปแล้ว

อย่างวันนี้เจอเข้ากับจดหมายฉบับเก่าที่เขียนมาโดยเพื่อนๆ เจอเข้าแล้วก็รีบเปิดอ่านทันทีเหมือนกับว่าบุรุษไปรษณีย์เพิ่งจะเอามายื่นให้เดี๋ยวนี้ยังงั้นแหละ

ฉบับที่หนึ่ง เขียนมาเมื่อปี 2540!
ยกนิ้วมือทั้งหมดที่มีขึ้นนับก็ยังไม่พอ ต้องขอทดไว้ด้วยนิ้วเท้าอีก 4 นิ้ว นั่นคืออายุของจดหมายฉบับนี้… 14 ปีแล้วเหรอเนี่ย วาวววว จดหมายที่เขียนด้วยลายมือของเพื่อนยังอยู่ในสภาพดี และแน่นอนว่าสิ่งที่เพื่อนเขียนมาก็ให้ความรู้สึกดีๆ กับเราอีกครั้ง

สมัยนั้นมือถือยังไม่มี เพจเจอร์ก็มีกันไม่มาก จดหมายนี่แหละไว้สำหรับติดต่อคนไกลกัน เราไม่เคยเขียนหากันสั้นๆ เลยสักครั้ง จำได้ว่าตัวเองเคยเขียนหาเพื่อนคนหนึ่งด้วยความยาวจดหมายประมาณสาม-สี่หน้ากระดาษฟูลสแก๊ป เป็นจดหมายซองอ้วนปั๋งแต่ติดแสตมป์แค่ 2 บาท(ในเวลานั้น) เดินทางไกลราวๆ 700 กิโลเมตร.. ฉันคิดว่าพนักงานกรมไปรษณีย์โทรเลขคงค้อนให้ไล่มาตั้งแต่อธิบดียันภารโรง

เรื่องราวในจดหมาย ส่วนมากก็เป็นเรื่องเรียน เรื่องเม้าท์เพื่อนใหม่ เรื่องผู้ชายบ้าง ฮ่าๆ

จดหมายอีกฉบับหนึ่งมาในปี 2542 เรียนจบกันแล้วแต่ัยังไม่มีงานทำกัน (คลาสสิก!) เพราะเศรษฐกิจหกคะเมนในช่วงปีนั้น เราคุยกันเรื่องงานที่ยังไม่มีทำ หาไม่ได้ว่ะ (เฮ้อ…) ฯลฯ อ่านแล้วก็นึกในใจว่า เรื่องที่ผ่านมามันเล็กนิดเดียวอะเนาะเพื่อน

เจอจดหมาย 4 ฉบับ มีอยู่ที่บ้านอีกเป็นมัด ทำให้นึกไว้ในใจว่ากลับบ้านคราวหน้าจะไปเอาจดหมายเก่าๆ ออกมาอ่าน คงจะมีเรื่องสนุกๆ ในนั้นเยอะแน่ๆ … แต่ตอนนี้….. ขี้เกียจจัดของเข้าที่แล้วอ้ะ …

ไม่น่ารื้อเลยเว่ยเฮ้ยยยย

I do

เหมือนเป็นภาคต่อของ Lucky
น่ารักจริง ดูแล้วอารมณ์ดี
ไว้จะลองมองหารอยยิ้มข้างๆ ตัวดูบ้าง
บนรถเมล์ก็คงจะพอมีล่ะมั้ง

It’s always been about me myself and I
If all relationships were nothing but a waste of time
I never wanted to be anybody’s other half
I was happy to say that our love wouldn’t last
That was the only way I knew to that you

You make we wanna say
I do, I do, I do, do do do do do do doo
Yeah, I do, I do, I do, do do do do do do doo
Cause every time before we spend like
Maybe yes and maybe no
I can live without it, I can let it go
Ooh, I did, I get myself into
You make we wanna say I do, I do, I do, I do, I do, I do,

Tell me is it only me
Do you feel the same?
You know me well enough to know that I’m not playing games
I promise I won’t turn around and I won’t let you down
You can trust and never feel it now
Baby there’s nothing, there’s nothing we can’t get through

คุยกันหลังเมรุ

หลังจากทำบุญทำทานเพื่อขับไล่ความซวยและเจ้ากรรมนายเวรเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เรา” อันหมายถึงคนมากกว่า 1 คน และในที่นี้หมายถึง 3 คน ก็หาที่นั่งทอดอารมณ์อันระทมระทด
แต่พอมองบาทวิถีที่ทอดยาวออกไปแล้วก็ให้ท้อตีนท้อใจ…
ป่ะ เราหันกลับไปนั่งเล่นในวัดกันดีกว่า

เดินผ่านเมรุเผาศพ สวนกับกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคนสวมชุดดำกำลังบ่ายหน้าออกจากวัด
จังหวะสวนกันนั้นบรรดาคุณน้า คุณป้าก็หันหน้าไปมองปล่องเมรุที่ปรากฏควันขโมงพุ่งขึ้นท้องฟ้า
“ไปก่อนนะพี่” เป็นคำร่ำลาครั้งสุดท้ายสำหรับใครสักคนที่กลายเป็นกลุ่มควันอยู่ในตอนนี้

เพียงวินาทีนั้น ทำให้ฉันสะท้อนใจ
แหงนหน้าขึ้นมองและนึกอำลาควันดำและเศษเถ้ากลุ่มนั้นไปด้วย
“ขอให้ไปสู่สุขคติ” คงไม่มีคำใดดีกว่านั้น
คนตายก็สบายไป คนอยู่ก็สู้กันต่อไป
ต่อสู้กับความคิดถึง ดิ้นรนกับชีวิตตัวเอง

คนเราจะเอาอะไรกันมากมาย สุดท้ายก็ลืมกันหมด
แต่เจ้ากรรมนายเวรเนี่ยทำไมช่างจดช่างจำกันจัง ลืมๆ ไปมั่งก็ได้ ไม่ต้องจำทุกเรื่องหรอก
วุ้ยย…

Lucky


ใจหลายใจคงมองหาใครสักคนที่จะอยู่กับเราเรื่อยๆ ไปจนแก่
แบบที่เป็นคนแรกของกันและกันในแต่ละวันที่ตื่นขึ้นมาเจอหน้า
และเมื่อหลับตาลงก็ยังคงอุ่นใจว่ามีอีกคนอยู่ข้างๆ
คนที่ทำให้บ้านมีความหมายของการรอคอย.. คอยที่จะได้กลับบ้าน
คนที่ทำให้การเดินทางยาวนานกว่าที่มันเป็น

สำหรับ แดนนี่ หลี่ กับ หยวน ตี้เปา
คนคู่นี้แม้จะไม่ได้อยู่กันมาเรื่อยๆ จนแก่ แต่ก็ยังได้มาเจอกันตอนที่ยักแย่ยักยัน
หลังจากต้องห่างหายไป และยังรอกันอยู่ลึกๆ มานานกว่า 50 ปี
ด้วยโชคชะตา และการลงมือทำ
วันนี้คุณยายหลี่ได้กลับบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อพบกับรักที่ยังอยู่ที่เดิม
ห่างกันไปแค่ไหน สุดท้ายก็ได้กลับมาเป็นหูเป็นตาของกันและกัน
ด้วยสังขารและกาลเวลา วันนี้ผู้ชายหูได้ยินไม่ค่อยถนัด ส่วนผู้หญิงตามองไม่ค่อยชัด
แต่เชื่อได้ว่าหัวใจของคนทั้งคู่ยังคงเต้นแรงเรื่อยไป จนกว่าจะถึงวันนั้น…

เรื่องวันข้างหน้าไว้ค่อยว่ากัน
แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นโชคดีที่ได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน.. ในที่สุด
ขอมอบเพลงนี้เป็นของขวัญให้กับคุณตาคุณยาย

LUCKY

Do you hear me? I’m talking to you
Across the water
Across the deep blue ocean
Under the open sky
Oh my, baby I’m trying

Boy I hear you in my dreams
I feel your whisper across the sea
I keep you with me in my heart
You make it easier when life gets hard

Lucky I’m in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

They don’t know how long it takes
Waiting for a love like this
Every time we say goodbye
I wish we had one more kiss
I’ll wait for you, I promise you
I will

Lucky I’m in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again
Lucky we’re in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

And so I’m sailing through the sea
To an island where we’ll meet
You’ll hear the music fill the air
I’ll put a flower in your hair

Though the breezes through the trees
Move so pretty, you’re all I see
As the world keeps spinning round
You hold me right here right now

Lucky I’m in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again
Lucky we’re in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday