40 ปี

คำว่า “40 ปี” ให้ความรู้สึกว่ายาวนานมาก ถึงแม้จะไม่มีคำว่า นาน อยู่ในประโยค
ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น 40 ปี
เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นหญิงอายุ 40 ปี
หนังสือเล่มนี้ถูกเก็บอยู่ในตู้หนังสือมา 40 ปี
ฯลฯ

ถ้าใครทำอะไรมาเป็นเวลา 40 ปี แล้ว ก็นับว่าน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ
เย็บผ้ามา 40 ปี
สอนหนังสือมา 40 ปี
สับเป็ดมา 40 ปี
ฯลฯ

IMG_6186

แต่เมื่อมันหมายถึงตัวเลขอายุของตัวเอง กลับให้ความรู้สึกว่า มันไม่นานเท่าไหร่
… แค่ 40 ปีเอง และก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการใช้ชีวิต

อาจเป็นเพราะว่า ยิ่งวงปีเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเข้าใจโลกมากขึ้น
ซึ่งนั่นทำให้รู้ว่าเรายังเข้าใจโลกน้อยมาก และยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้
เมื่อมองย้อนกลับไป ในวันที่คิดว่าตัวเองรู้ “มาก” แล้ว มันไม่ได้เข้าใกล้คำว่า “น้อย” เลย

40 ปี สอนให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ยอมรับ และรักตัวเองอย่างแท้จริง… ในแบบที่ตัวเองเป็น
ซึ่งทำให้เราเฉยได้และยิ้มรับ เมื่อมีคนด่า ว่า นินทา เรา ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
ถ้ามันไม่จริง ก็ไม่เห็นต้องใส่ใจ
หรือถ้ามันจริง ก็ ถูกต้องแล้วนี่

ศัพท์ยุคนี้เขาเรียกว่า สตรองงงง!

Advertisements

ทั้งรักทั้งเกลียด

cover

สิ่งที่จำได้แม่นยำตั้งแต่เรียนจบการโฆษณามาก็คือ “การโฆษณา คือการบอกข้อเท็จจริงของสินค้าเพียงครึ่งเดียว” ในตอนที่ได้ยินประโยคนี้จากปากอาจารย์ความรู้สึกเหมือนโดนหลอกมาตกเขียวยังไงยังงั้น

คือเมื่อก่อนเป็นคนที่เชื่อคนง่ายมาก (ตอนนี้ก็ยังเชื่อคนง่ายอยู่แต่น้อยลงแล้ว) เวลาเสพสื่อ ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ ก็มักจะเชื่อตามที่เขาเล่าบอกเล่า คิดว่ามันน่าเชื่อถือเพราะคิดว่าเขาคงไม่หลอกคนทั้งประเทศหรอก เวลาอ่านข่าวดาราในคอลัมน์บันเทิงก็เชื่อ กับคำพูดประมาณว่า “ดู ๆ กันอยู่” “เป็นพี่เป็นน้องกัน” “เพลงนี้แต่งขึ้นมาจากชีวิตจริง ๆ เลย” ฯลฯ (ซึ่งตอนนี้เข้าใจละว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา)

แล้วพอมารู้ความจริงว่าการโฆษณาคือการบอกข้อเท็จจริงแค่ครึ่งเดียว… คือครึ่งที่เป็นด้านดี ด้านที่เป็นคุณประโยชน์ด้วยนะ ก็ทำให้คัลเจอร์ช็อคอยู่เหมือนกัน

แต่ทำไงได้ ก็เราเลือกมาแล้ว
อารมณ์ประมาณว่า ก็เลือกรักมาแล้ว จะเกลียดก็เกลียดไม่ลง ก็คงต้องเข้าใจและเรียนรู้กันต่อไป

ในการสัมภาษณ์งานครั้งหนึ่งกับเอเยนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง
ก็บอกผู้ใหญ่ท่านที่สัมภาษณ์ไปตามตรงว่า จริง ๆ แล้วก็รู้สึกว่าการโฆษณาเป็นเรื่องหลอกลวงประมาณหนึ่ง ยกตัวอย่างโฆษณาครีมทาหน้ายี่ห้อหนึ่ง เราก็รู้กันดีว่าตัวพรีเซ็นเตอร์สาวเองมีกระ จุดด่างดำเต็มหน้าอะไรแบบนี้

คิดว่าเพราะประโยคนั้นล่ะมั้ง ถึงทำให้ได้งานนี้

 

ทำมาหากินกับการโฆษณามาก็หลายปี จนมาถึงวันก่อน ระหว่างการแต่งตัวออกจากบ้าน ก็เปิดโทรทัศน์ไว้ “ฟัง” ข่าวไปด้วย ช่วงเบรคโฆษณาก็ได้ยิน TVC ตัวหนึ่งประกาศประมาณว่า ‘ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานนี้เปลี่ยนขวดใหม่ ขจัดความมันได้หมดจด’

ถ้าเป็นวิชาตรรกะวิทยา คำพูดประมาณนั้นจะไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลกันเลย เหมือนวงกลมสองวงที่ไม่มีส่วนทับซ้อนกัน

แต่ถ้าเป็นวิชาโฆษณา อะไรก็เป็นไปได้หมด
ถึงแม้ว่าในความคิดเห็นส่วนตัวจะคิดว่า ถ้าเติมคำว่า ‘เหมือนเดิม’ เข้าไปต่อท้าย ประโยคนั้นก็จะฟังดูมีตรรกะขึ้น

แต่ก็นั่นล่ะ โฆษณาสมัยนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้

 

สมุย สองวันสองคืน

ด้วยภาพโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ข่าวสาร อะไรต่าง ๆ ที่ได้รับเมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อนที่โซเชียลเน็ทเวิร์คจะเกิดขึ้น รวมกับอคติส่วนตัวอีกนิดหน่อย ทำให้เรากำหนดภาพของเกาะสมุยขึ้นในใจว่า ‘สมุยเป็นเกาะหนึ่งในทะเลอ่าวไทยที่มีสวนมะพร้าวเยอะ มีลิงเยอะ และ มีปาร์ตี้ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง แต่ ไปยาก ใช้เวลาเดินทางนาน ถนนบนเกาะชัน และ แพง ในขณะที่น้ำทะเล หาดทราย ก็ไม่ได้สวยมากมายอะไร’ รวม ๆ กันแล้วนั่นก็คือเหตุผลที่เรามองสมุยอยู่ห่าง ๆ แม้ว่าในใจจะบอกว่าอยากไปเยี่ยมไปเยือนดูสักครั้งหนึ่ง

สมุยอยู่ในใจของเราเงียบ ๆ เป็นเวลายาวนาน จนเมื่อเพลง “เกาะสมุย” ของวง Deep O Sea ฮิตขึ้นในปี 2552 กับเนื้อเพลงที่ตั้งคำถามว่า “ที่เกาะสมุยมันมีอะไรที่ทำให้คุณนั้นต้องอยากไป ที่ทำให้คุณนั้นต้องติดใจมาชวนผม” ก็ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองด้วยเหมือนกันว่าที่สมุยมันมีอะไร? และทำไมเราถึงยังไม่ไป?

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าเราจะพาตัวเองไปเยี่ยมเกาะสมุยได้สักที

ด้วยความแพงเป็นปัจจัยสำคัญ การวางแผนจึงต้องรัดกุม ต้องสัมผัสความเป็นสมุยได้มากที่สุด และคุ้มค่าที่สุด …
บินตรงลงสมุย หรือว่าไปต่อเรือ?
หาดเงียบ ๆ หรือหาดคึกคัก?
เช่ารถไหม เช่ารถอะไร เช่าวันไหน เช่าของที่ไหน?
… เป็นการค้นหาความคุ้มค่า ที่แน่นอนว่าสร้างความปวดหัวที่สุด

จนเช้าตรู่ของวันเดินทางมาถึง…
ถึงแม้จะตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย แต่ภาพของสมุยที่มีอยู่ก่อนในใจมายาวนาน ทำให้เราไม่ได้พาความคาดหวังใด ๆ ใส่กระเป๋าไปด้วย

แต่ทันทีที่เราเห็นเกาะสมุยลอยอยู่ในทะเลเคียงข้างเกาะพงัน แวดล้อมด้วยน้ำทะเลใส ๆ จนมองเห็นหินใต้น้ำเป็นลายรอบ ๆ เกาะ ก็ทำให้เราเริ่มปิ๊งเกาะสมุยเข้าให้แล้ว

แล้วพอลงถึงเกาะนั่นแหละ ก็เริ่มจะสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของเกาะสมุยจริง ๆ

IMG_5667

ออกจากสนามบินก็ขับรถวนซ้ายรอบเกาะ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 50 กิโลเมตร
ผ่านร้านขนมจีนป้าไมตรีตอน 10 โมงได้ ถึงเราจะกินอาหารมาจากเล้าและบนเครื่องแล้ว แต่ในเมื่อเราผ่านมาทางนี้แล้วก็ต้องแวะกิน  …  อื้อหือ การถึงนิพพานคงเป็นแบบนี้สินะ อร่อยม๊ากก

FullSizeRender (1)

จุกแล้วออกสำรวจเกาะกันต่อ วนซ้ายไป
มีช่วงหนึ่งที่เป็นทางบนเขา ถนนที่เลี้ยวโค้งไปพร้อม ๆ กับลาดตัวลง เปิดทางให้กับภาพทะเลสีเขียวสมุย… คือเราก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสีเขียวอะไร แต่เขียวแบบนี้มันไม่เคยเห็นที่ไหน มันเป็นเขียวแบบทะเลสมุย
สวยตะลึง จนต้องหาที่วนรถกลับมาอีกรอบ
เหมือนเด็กขึ้นรถไฟเหาะแล้วติดใจ ขอขึ้นอีกรอบ อะไรยังงั้น

IMG_5673

ที่สมุยจะหาทางลงหาดยากนิดนึง เพราะมีที่ส่วนบุคคล โรงแรม อะไรต่าง ๆ คั่นระหว่างถนนกับทะเล แบบที่กูเกิ้ลแม็พก็ไม่ช่วยให้หาทางลงหาดได้ง่ายนัก
แต่จะบอกว่า ซอกแซกละเอียดยิ่งกว่ากูเกิ้ลแม็พก็ฝรั่งนี่แหละ
มีคนบอกว่า ทริคของการเที่ยวเมืองไทย คือ ไปตามที่ฝรั่งไปค่ะ
หูตาต้องไว เห็นฝรั่งออกมาจากซอกไหน เข้าซอยไหน ให้เลี้ยวเข้าไปเลย แล้วจะค้นพบขุมทรัพย์ พาราไดซ์ เหมือนที่เราเลี้ยวลงซอยไปเจอกับหาดบางมะขาม

ที่นี่เป็นทรายผสมหิน ตื้นมาก เดินออกไปได้ไกลมากเพราะระดับน้ำอยู่แค่ข้อเท้า ไม่เกินหน้าแข้ง แต่น้ำทะเลเป็นสีเทอควอยซ์ไล่ระดับ สวยมากกก  เหมือนกับฉากในหนัง ไพเรท ออฟ เดอะ คาริบเบียน ยังไงยังงั้น

IMG_5676

จากตรงนั้นขับผ่านหน้าบ้านพี่จุ้ย… 2 รอบ
แล้วไปแวะตรงโน้นบ้าง แวะตรงนี้บ้าง

IMG_5680

แวะขึ้นร้านกาแฟที่เป็นจุดชมวิว
อันนี้แหละ ทางโคตรชัน ตอนไต่ขึ้นนี่หวาดเสียวจะเงิบหงายหลัง ส่วนตอนลงก็เสียวจะไถล
แต่วิวบนนั้นสวยมาก เรียกว่า โคตรดี

IMG_5684 (1)

นั่งกินข้าว กินน้ำสักพักจนบ่ายสาม ก็ได้เวลาไปเข้าโรงแรมที่เฉวงแล้ว

FullSizeRender (2)

ค่ำ ขับรถออกมากินมื้อเย็นที่ บางปอซีฟู้ด บริหารงานโดยตาโข
เป็นร้านบ้าน ๆ ติดทะเล แต่หรอยแรงทุกเมนู แค่ ‘เคยจี่’ ในฝามะพร้าวที่ยกมาเป็นแอปพิไทเซอร์ก็เรียกว่าใกล้นิพพานอยู่มะรอมมะร่อ
อิ่มแล้วยังมีผลไม้เป็นอภินันทนาการจากทางร้านให้ด้วย

IMG_6389

พูดถึงบาร์ริมทะเล ทำให้นึกถึงเสม็ดตอนที่เราไปกันใหม่ ๆ นึกถึงนิยายเรื่อง พันธุ์หมาบ้า
และก็ทำให้เข้าใจสมุยได้มากขึ้นไปอีกว่า สมุยไม่ได้ฟู่ฟ่าไปซะทุกตารางนิ้ว
จากที่ร่อนมารอบเกาะในวันนี้ สมุยก็ยังมีพื้นที่ของชุมชนอยู่มาก ที่รกร้างก็ยังเยอะ
ถ้าใครจะมาซื้อที่ทำรีสอร์ตก็ยังมีให้เลือกอีกหลายเอเคอร์

IMG_5738

ย่านน่ารัก ๆ อย่าง ฟิชเชอร์แมน วิลเลจ ก็น่าไปพัก มีที่พักราคาไม่แรง มีชุมชนคนเดิน มีร้านขายของที่ระลึก และมี Coco Tam’s บาร์ค็อกเทลที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในสมุย เรียกว่าเข้าใกล้นิพพานเหมือนกัน บรรยากาศชิลมาก แต่ชิงช้าหน้าบาร์นี่ก็หวิดจะทำหัวทิ่มหลายที

FullSizeRender IMG_5787

ย่านแสงสีคึกคักคึกครื้นอย่างหาดเฉวง ก็ไม่ควรพลาด ควงกระบองไฟที่ Coco Tam’s อลังการสุด แต่ที่ Ark Bar ก็พอได้อยู่

IMG_5811

ร้านอาหารส่วนใหญ่ในย่านเฉวงจะเป็นพวกอาหารทะเลปิ้งย่าง แต่เราอยากหาอะไรที่มันเป็นวิถีชีวิตของคนพื้นที่จริง ๆ ก็เลยเจอมาจบที่หมูกระทะ!

IMG_5883

ในเวลาสองวันสองคืน เราเห็นสมุยมากมาย แต่ก็ยังไม่มากพอ
เรายังไม่ได้ดูลิง ดูควาย ดูพระอาทิตย์ขึึ้น ดูพระอาทิตย์ตก และอะไรอย่างอื่น ๆ อีกมาก
แต่ก็มากพอแล้วที่จะเป็นคำตอบของคำถามว่า “ที่เกาะสมุยมันมีอะไรที่ทำให้คุณนั้นต้องอยากไป”

สมุยไม่ได้สวยจัด ๆ แต่มีเสน่ห์ซึมลึกมากมายเหลือเกิน และเสน่ห์ของสมุยก็เปลี่ยนภาพสมุยแบบเดิม ๆ ที่เราเคยมี ให้เป็นสมุยแบบที่สมุยเป็นจริง ๆ … ซึ่งก็คือ พาราไดซ์

แล้วเราจะพบกันใหม่นะ สมุย

ราโชมอน – It’s human to lie

mv5bmtk1mdu5mjq5nf5bml5banbnxkftztgwmdm2ote4mze-_v1_sy1000_cr007031000_al_

ปลาย พ.ศ.2559 –
66 ปีผ่านไป ฉันเพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องราโชมอนเป็นครั้งแรก และในครั้งแรกนี้ก็ดูไป 2 รอบติด! รอบแรกดูเอาเรื่อง รอบสองดูให้เป็นเรื่อง

ดูจบแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม อากิระ คุโรซาวา จึงเป็นคนทำหนังในตำนานของโลก และไม่แปลกใจว่าทำไม ราโชมอน จึงเป็นหนังในใจของคนทั้งโลก… คงไม่เป็นการเกินไปนักที่จะให้คำนิยามไปแบบนั้น

แต่ที่ทึ่งก็คือ นี่คือหนังใน 66 ปีที่แล้วเหรอ?! มันดูร่วมสมัยมาก ถ้ามีใครมาบอกว่าเป็นหนังในที่เพิ่งเข้าฉายในปีนี้ก็เชื่อนะ คือมีลักษณะเหมือนหนังอินดี้ในยุคนี้ เล่าเรื่องให้คิดแต่ไม่ใช่ดูไม่รู้เรื่อง ให้ความสำคัญกับบท ส่วนโปรดักชั่นไม่ต้องมาก ตัวละครมีอยู่หลัก 6 ตัว นับรวมทั้งหมดไม่เกิน 10 เล่นกันในฉาก 3 – 4 ฉาก แต่มีความน่าติดตามมาก

66 ปีที่ผ่านมาของราโชมอน ช่วยยืนยันคำพูดที่ว่า “ศิลปะนั้นยืนยาว” ให้หนักแน่นชัดเจนได้มาก

“It’s human to lie. Most of the time we can’t even be honest with ourselves.”
หนังพูดไว้แบบนั้นและหมายความตามนั้น คนเราไม่อนุญาตให้ตัวเองซื่อสัตย์ต่อใคร… ก็เพื่อปิดบังความอ่อนแอของตัวเอง

โจรป่า รู้ดีว่าอย่างไรเสียตัวเองก็ต้องเป็นคนผิด ไหน ๆ ก็เป็นคนผิดแล้วก็ขออวดโอ่ให้ตัวเองดูเก่งกาจเสียหน่อยเถอะ
นางเมีย รู้ดีว่าอย่างไรเสียตัวเองก็โดนโจรป่าขืนใจไปแล้ว ก็ขอรักษาราคาของตัวเองหน่อย
ขุนศึก รู้ดีว่าอย่างไรเสียตัวเองก็ตายไปแล้ว ก็ขอประกาศการตายของตัวเองให้กล้าหาญหน่อยเถอะ

แม้ว่าทุกคนจะมีความจริงเป็นของตัวเอง
แต่ความจริงก็ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเป็นตัวเองเท่านั้น

ยุคนี้ เราทุกคนมีพื้นที่สื่อโซเชียลมีเดียเป็นเหมือนราโชมอน (ประตูผี) ใครอยากจะโพสต์ความจริงของตัวเองลงไปอย่างไรก็ได้ แต่ก็วันแล้ววันเล่าที่มีคนตายถูกลากมาไว้ที่นี่ หรือมาตายที่นี่
ก็ล้วนแล้วแต่ตายเพราะความจริงนั่นแหละ

ส่งบุญทางไปรษณีย์

ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อนำมาเป็นส่วนประกอบในสิ่งใดก็ตาม ผลลัพธ์ก็จะออกมาดีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นไปในทางโลก หรือทางธรรม

เหมือนอย่างที่วัดแห่งหนึ่งในแถบจังหวัดภาคกลาง เป็นวัดที่ได้รับความศรัทธาอย่างเนืองแน่นจากชาวพุทธ และแน่นอนว่ารวมทั้งชาวไสย์ด้วย วัดนี้ก็เหมือนวัดทั่วไปที่จะมีทั้งภาคของการทำบุญและการทำทาน อีกทั้งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสาขาต่าง ๆ รองรับความต้องการของทุกคน

ปกติเราทำทานกันง่าย  ๆ แค่นำปัจจัยหย่อนลงตู้ ยกมือพนมขึ้นจบน้อมจิตน้อมใจ ก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว จะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่ดิน ค่าอะไรก็ว่ากันไปตามหน้าตู้แต่ละประเภท

ที่วัดนี้ก็มีตู้ทำบุญถวายปัจจัยหลายตู้ หนึ่งในนั้นก็มีตู้ไปรษณีย์สีแดงตู้หนึ่ง โดดเด่นสะดุดตามาก มีป้ายติดหน้าตู้ว่า “ตู้ไปรษณีย์ส่งบุญ”

เฮ้ยๆๆๆ ครีเอทอ่ะ ชอบ

เมื่อวัตถุประสงค์ของการทำบุญทำทานก็คือ การอุทิศส่งผลบุญให้กับผู้อื่น หรือตัวเอง
การหย่อนปัจจัยลงตู้ไม้แบบเดิม ๆ ไม่ได้เชื่อมโยงไอเดียให้เราเห็นภาพการ “ส่งไปถึงผู้รับ” ได้อย่างชัดเจน
เอ็กเซคิวชั่น จึงต้องออกมาในรูปแบบของตู้ไปรษณีย์ – หย่อนปัจจัยลงในตู้นี้ แล้วผลบุญจะไปถึงผู้รับเอง

2016-10-23-02

ปกติเวลาไปทำบุญจะหย่อนปัจจัยแค่ตู้สองตู้ แต่พอมาเจอตู้นี้ ก็จัดการหย่อนไปทุกช่อง… อันนี้อุทิศให้พ่อให้แม่ให้ญาติ ช่องนี้อุทิศให้เทวดาประจำตัว  กองนี้อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร คร๊บ! … ทั้ง ๆ ที่สุดท้ายมันก็หล่นไปที่เดียวกัน แต่ความรู้สึกนั้นมันช่างแตกต่าง ฮาาา…

ตอนแรกนึกว่าจะมีซองให้เขียนจ่าหน้าเหมือนส่งไปรษณีย์จริง ๆ เสียอีก แต่ก็คงเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
แล้วถ้าต้องการส่งแบบ EMS หรือส่งพัสดุล่ะ??

เดินอ้อมมาอีกด้านหนึ่งของวิหารถึงได้เจอคำตอบ..
ทำสังฆทานสิโยม

๋Just read for life

reading

หลังจากไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้มาตั้งนานหลายปี แต่ก็ยังพยายามรวบรวมแรงบันดาลใจในการเขียนอะไรบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอะไรในหัวที่พอจะเขียนออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราวสักที

คิดแบบโทษคนอื่นก็ได้ว่า มันอาจจะเป็นเพราะการมีอยู่ของเฟซบุค ที่วันๆ มีเรื่องราวผ่านสายตาของเราเป็นร้อยๆ แต่ก็เป็นประเภทผ่านตาซ้ายแล้วก็ออกตาขวาไป ทำให้เราไม่มีสมาธิจดจ่อพอที่จะเขียนอะไรยาวๆ ได้ เป็นเรื่องจริงอยู่ที่ว่า แรงบันดาลใจในการเขียนเกิดขึ้นได้จากการอ่าน แต่คงไม่ใช่การอ่านสเตตัสบนหน้า news feed เป็นแน่

บางครั้งก็ย้อนไปอ่านเรื่องเก่าๆ ที่เขียนไว้เมื่อหลายๆ ปีที่แล้ว ก็ยังนึกสงสัยว่า เอ๊ะ นี่เราเขียนเองรึ ทำไมไม่คุ้น และถ้าเป็นตอนนี้รอยหยักสมองก็คงไม่ขดเป็นรูปรอยแบบนั้นอีก

เช้านี้ ในระหว่างการซ้อมหนีไฟประจำปีของอาคารสำนักงาน ก็นั่งอ่านหนังสือรอให้เหตุการณ์สงบ แค่หน้าแรกก็ทำให้รู้สึกชุ่มชื่นได้อย่างประหลาด

คงต้องลดการอ่านเฟซบุค มาอ่านหนังสือให้เยอะขึ้นละ
แต่เดี๋ยวขอโพสต์สเตตัส แพ๊บนะ

จดหมายจากความหลัง

วันหยุดยาวทั้งที รื้อข้าวของออกมาจัดสักหน่อยซิ..

และเป็นธรรมดาอยู่เองที่ว่า การรื้อตู้เพื่อจัดของ(โดยเฉพาะของเก่าๆ ด้วยแล้ว) ย่อมจะใช้เวลานานไปมากกว่าที่มันควรจะเป็น เพราะในขณะที่เราเอาของออกมากองไว้ข้างนอกตู้ ก็มักจะไปพบเข้ากับความทรงจำที่เราหลงลืมมันไปแล้ว

อย่างวันนี้เจอเข้ากับจดหมายฉบับเก่าที่เขียนมาโดยเพื่อนๆ เจอเข้าแล้วก็รีบเปิดอ่านทันทีเหมือนกับว่าบุรุษไปรษณีย์เพิ่งจะเอามายื่นให้เดี๋ยวนี้ยังงั้นแหละ

ฉบับที่หนึ่ง เขียนมาเมื่อปี 2540!
ยกนิ้วมือทั้งหมดที่มีขึ้นนับก็ยังไม่พอ ต้องขอทดไว้ด้วยนิ้วเท้าอีก 4 นิ้ว นั่นคืออายุของจดหมายฉบับนี้… 14 ปีแล้วเหรอเนี่ย วาวววว จดหมายที่เขียนด้วยลายมือของเพื่อนยังอยู่ในสภาพดี และแน่นอนว่าสิ่งที่เพื่อนเขียนมาก็ให้ความรู้สึกดีๆ กับเราอีกครั้ง

สมัยนั้นมือถือยังไม่มี เพจเจอร์ก็มีกันไม่มาก จดหมายนี่แหละไว้สำหรับติดต่อคนไกลกัน เราไม่เคยเขียนหากันสั้นๆ เลยสักครั้ง จำได้ว่าตัวเองเคยเขียนหาเพื่อนคนหนึ่งด้วยความยาวจดหมายประมาณสาม-สี่หน้ากระดาษฟูลสแก๊ป เป็นจดหมายซองอ้วนปั๋งแต่ติดแสตมป์แค่ 2 บาท(ในเวลานั้น) เดินทางไกลราวๆ 700 กิโลเมตร.. ฉันคิดว่าพนักงานกรมไปรษณีย์โทรเลขคงค้อนให้ไล่มาตั้งแต่อธิบดียันภารโรง

เรื่องราวในจดหมาย ส่วนมากก็เป็นเรื่องเรียน เรื่องเม้าท์เพื่อนใหม่ เรื่องผู้ชายบ้าง ฮ่าๆ

จดหมายอีกฉบับหนึ่งมาในปี 2542 เรียนจบกันแล้วแต่ัยังไม่มีงานทำกัน (คลาสสิก!) เพราะเศรษฐกิจหกคะเมนในช่วงปีนั้น เราคุยกันเรื่องงานที่ยังไม่มีทำ หาไม่ได้ว่ะ (เฮ้อ…) ฯลฯ อ่านแล้วก็นึกในใจว่า เรื่องที่ผ่านมามันเล็กนิดเดียวอะเนาะเพื่อน

เจอจดหมาย 4 ฉบับ มีอยู่ที่บ้านอีกเป็นมัด ทำให้นึกไว้ในใจว่ากลับบ้านคราวหน้าจะไปเอาจดหมายเก่าๆ ออกมาอ่าน คงจะมีเรื่องสนุกๆ ในนั้นเยอะแน่ๆ … แต่ตอนนี้….. ขี้เกียจจัดของเข้าที่แล้วอ้ะ …

ไม่น่ารื้อเลยเว่ยเฮ้ยยยย